Home > k-drama > Before vs After: A Just-Before-Half-Year Review (1)

Before vs After: A Just-Before-Half-Year Review (1)

อยู่มาวันหนึ่งก็รู้สึกว่า เอ๊ะ ปีนี้เราดูซีรีส์เกาหลีหลายเรื่องเหมือนกันแฮะ ทั้งๆ ที่ผ่านมายังไม่ครบ 5 เดือนดี ก็เลยคิดว่าลองรวบรวมความคิดดูซะหน่อยดีกว่าว่าประสบการณ์เกือบ 5 เดือนที่ผ่านมาในดินแดนแห่งละครกิมจิเป็นยังไงบ้าง เพราะกลัวว่าถ้ารวบไปสรุปปลายปีเลยเนี่ย ปลาทองตัวน้อยๆ ตัวนี้จะลืมไปซะหมด (ป.ล. รูปข้างบนไม่เกี่ยวอะไรกับโพสต์นี้หรอก แต่หมดมุขง่ะ)

ทีนี้แค่คิดเล่นๆ คนเดียวไม่พอ เป็นพวกชอบสร้างความลำบากให้คนอื่นด้วย เลยอีเมล์ไปชวนจารย์กุ้งมาร่วมด้วยช่วยกันแชร์ ก็เลยมีจารย์กุ้งมาเป็นแขกรับเชิญพิเศษให้กับเราในโพสต์นี้ มาช่วยเติมเต็มในซีรีส์บางเรื่องที่เจ้าของบล็อกยังไม่มีโอกาสได้ดูอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ขอขอบคุณจารย์กุ้งอย่างสูงอีกครั้งจ้า

ปีที่แล้วโดนซีรีส์กระแทกใจเต็มๆ ไป 3 เรื่อง คือ Comrades, Giant และ Joseon X-Files ซึ่งทั้งสามเรื่องล้วนแต่ออกอากาศช่วงครึ่งปีหลัง สำหรับต้นปี 2554 นี้ แม้จะมีซีรีส์ผ่านตาประมาณ 10 เรื่อง แต่กลับยังไม่มีเรื่องไหนเลยที่สร้างความประทับใจได้แบบสุดๆ ขอทบทวนแต่ละเรื่องตามลำดับเวลาเริ่มออกอากาศก็แล้วกัน ซึ่งก็มีทั้งเรื่องที่ดูจบแล้วและยังดูไม่จบแต่ตั้งใจว่าจะดูให้จบ (มั้ง แหะแหะ)

President (KBS2)

ก่อนดู: ซีรีส์แนวการเมืองมักจะเป็นอะไรที่น่าสนใจ เพราะโจทย์ทางการเมืองไม่มีอะไรที่เป็นสีขาวหรือสีดำสนิท ไม่มีอะไรถูกหรือผิด 100% ฉะนั้นเมื่อนำมาสร้างเป็นพล็อตละครจึงเป็นปมของความขัดแย้งที่น่าสนใจ ก่อนหน้า President จะออกอากาศ ซีรีส์ธีมประธานาธิบดีอีกเรื่อง คือ Daemul กำลังโด่งดังมาก แต่ Daemul กลับไม่สามารถดึงดูดความสนใจของเจ้าของบล็อกให้ดูต่อไปได้หลังจากจบตอนแรก เลยทำให้ไม่รู้สึกตื่นเต้นกับ President เท่าที่ควร ทั้งๆ ที่ยังติดใจฝีมือการแสดงของลุงจ่า ชเวซูจง จาก Comrades อยู่

หลังดู: ถ้าถามว่าซีรีส์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ได้ดูในช่วงต้นปีที่ผ่านมาคืออะไร จะต้องตอบว่า President อย่างไม่ต้องสงสัย President ตอบโจทย์ความเป็นละครแนวการเมืองได้ดี คือสะท้อนภาพการเมืองออกมาได้อย่างจริงจัง เข้มข้น และค่อนข้างสมจริง (กว่า Daemul) บทละครแม้ปลายทางจะพอเดาได้ แต่ก็มีการวางปมปริศนาระหว่างทางเอาไว้หลายจุดให้คนดูนำไปขบคิดและคาดเดา นอกจากนี้บทพูดของตัวละครแต่ละตัวก็สวยงาม แฝงไว้ด้วยแง่คิดที่น่าสนใจทั้งเรื่องการเมือง การใช้ชีวิต รวมถึงเรื่องครอบครัว การแสดงของนักแสดงทุกคนทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ชเวซูจง ฮาฮีรา วังจีฮเย เจย์คิม คิมฮึงซู คังชินอิล อิมจีอึน คิมคยูชอล พยองฮีบง ฮงโยซอบ ลีคียอล คิมจองนัน และอีกหลายต่อหลายคนแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีที่ติ

อวยมาขนาดนี้สงสัยละสิว่าทำไม President ไม่กระแทกใจแบบเต็มๆ อาจจะเป็นเพราะมันขาดเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ไปก็เป็นได้ แม้จะมีการสอดแทรกเรื่องราวระหว่างอินยอง (วังจีฮเย) และมินกิ (เจย์) เข้ามา หรือแม้แต่แง่มุมความรักระหว่างจางอิลจุน (ชเวซูจง) และคุณหญิงป้าโจโซฮี (ฮาฮีรา) เองก็เถอะ แต่มันไม่ใช่เรื่องรักที่ซาบซึ้งจนตรึงใจ การดูซีรีส์เรื่องนี้ต้องดูด้วยสติสัมปชัญญะเต็มร้อยถึงจะรับรู้ถึงความยอดเยี่ยมของมันได้เต็มที่ แต่ถ้าดูแบบชิลๆ แล้วละก็ เข้าเฝ้าพระอินทร์กันได้ง่ายๆ ทีเดียว

Dream High (KBS2)

ก่อนดู: ไม่สนใจ ไม่คิดจะดู แม้กระทั่งออกอากาศไปแล้วก็ยังไม่คิดจะดู พอเริ่มดู (จากคำชักชวนของจารย์กุ้ง) ก็ไม่คิดว่าจะทนดูได้จนจบ ก็ใครจะไปคิดล่ะว่านักร้องไอดอลจะแสดงละครให้ออกมาดีได้

หลังดู: ไงล่ะ รักเด็กหลงเด็กเข้าไปเต็มๆ ตั้งคำถามให้กับตัวเองหลายครั้งเหมือนกันว่าอะไรทำให้ Dream High ประสบความสำเร็จในความรู้สึกของคนที่ไม่ชอบดูละครตามแฟชั่นอย่างข้าพเจ้า คำตอบที่ได้คงต้องยกความดีความชอบ 80% ให้คนเขียนบทที่วางพล็อตเรื่อง Dream High ให้มี “เนื้อ” มากกว่าละครเทรนดี้ทั่วๆ ไป เครดิตอีก 10% ขอยกให้ทีมโปรดักชัน และที่เหลืออีก 10% นูน่ายกให้น้องหล่อคนเดียว ฮ่าๆๆๆ แหม ก็ไม่ขนาดนั้น เพราะนักแสดงคนอื่นๆ ก็พยายามอย่างเต็มที่เหมือนกัน แต่ก็ต้องยอมรับว่าคิมซูฮยอนเฉิดฉายและเจิดจรัสที่สุด (สำนวนเน่าได้อีก) เรื่องการแสดงนั้นไม่ต้องพูดถึง นำหน้าน้องๆ นักร้องคนอื่นไปหลายปีแสง ส่วนเรื่องการร้องและเต้นนับว่าเป็นเซอร์ไพรส์ที่น้องหล่อทำได้ไม่ด้อยไปกว่าคนอื่นมากนัก (นอกเรื่องๆ กลับมาจ้าป้า อิอิ)

เรื่องราวของการล่าฝันเป็นเรื่องที่งดงามในตัวเองอยู่แล้ว แต่การเติบโตของตัวละครทุกตัวในระหว่างการเดินทาง รวมถึงบทเรียนที่ทุกคนได้รับเป็นสิ่งที่น่าจดจำยิ่งกว่า Dream High ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมในการดึงอารมณ์คนดูให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเดินทางด้วย ทำให้เรารู้สึกร่วมเป็นกำลังใจ ร่วมดีใจและเศร้าใจไปกับทุกย่างก้าวของตัวละคร จุดเด่นข้อนี้ทำให้เจ้าของบล็อกเป็นอย่างน้อยคนหนึ่งที่ยินดีมองข้ามจุดด้อยหลายต่อหลายอย่างของ Dream High ไป ไม่ว่าจะเป็นการแสดงที่ต่ำกว่ามาตรฐาน รวมถึงปมที่คนเขียนบทผูกไว้แล้วไม่ได้แก้ด้วย

The Duo: คู่หูคู่ต่าง (MBC) โดย กุ้งแห้ง

ก่อนดู: ในตอนแรกที่รู้ว่า MBC จะส่งละครแนวจอมโจรกู้โลกมาวาดลวดลายทางหน้าจอทีวี ก็เกิดความรู้สึกอยากดูขึ้นมาทันที เพราะโดยส่วนตัวชอบละครแนวจอมยุทธ์แบบนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จะฮาหลุดโลกแบบกวนประสาทปนเศร้าเหมือนฮงกิลดงมั้ย จะมีการปล้นหรือวิธีการขโมยแบบเท่ๆ เหมือนอิลจิแมหรือเปล่า หรือว่าจะออกแนวเยาะเย้ยโลกถากถางสังคมเหมือนชเวชิลอู ก็คาดหวังไปต่างๆ นานา แต่พอได้เห็นนักแสดงนำทั้งสี่ และได้อ่านเรื่องราวคร่าวๆ ที่เกี่ยวกับการสลับตัวเด็กจากลูกทาสกลายเป็นผู้ดี ลูกผู้ดีกลายเป็นขอทาน ความอยากดูก็ลดฮวบลงทันที เพราะไม่ค่อยโดนใจเสียเลย พล็อตเรื่องอย่างนี้เราคนไทยคุ้นเคยดี “แต่ไหนๆ ก็ดูโจรมาสามคนแล้ว ดูอีกซักคนจะเป็นไรไป” นี่คือความคิดในขณะนั้น พอละครเริ่มออนแอร์ไปได้ซักพักจึงสบโอกาสได้ดูโดยไม่คาดหวังอะไร และค่อนข้างจะมีอคติกับพล็อตเรื่องหน่อยๆ

หลังดู: เมื่อไม่คาดหวังก็จะไม่ผิดหวัง และThe Duo ก็ห่างไกลจากคำว่าน่าผิดหวัง พล็อตเรื่องที่ดูธรรมดาเปลี่ยนเป็นสนุกได้ สายเลือดไม่หลอกลวง ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ขอทานน้อยที่มีเลือดพ่ออยู่เต็มเปี่ยมก็ใฝ่รู้ ร่ำเรียนเขียนอ่าน เพราะฉะนั้นกว่าพระเอกของเราจะก้าวเข้าสู่เส้นทางโจร เราจึงได้เห็นกระบวนการของความคิด คิด และคิด คุณชายหัวขบถที่ได้เลือดแม่มาเต็มตัว เรื่องลุยไม่เกี่ยงแต่ถ้าเรื่องเรียนก็ขอหลบ ในเมื่อความเป็นจริงมันสวนทางกับคำสอนในตำรา เพราะฉะนั้นอย่ามาบอกให้อ่าน คิดเร็วทำเร็ว

8 ตอนแรกผ่านไปอย่างเพลิดเพลิน ต้องปรบมือให้กับน้องๆ ที่มารับบทเป็นตัวเอกในช่วงวัยรุ่นทั้งสี่คน แต่ละคนถ่ายทอดบทบาทของตัวเองได้ดี ดูสนุก ตอน 9-17 ย่างเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เดินเรื่องไปเรื่อยๆ เรียบง่ายและดูดี สร้างพัฒนาการให้กับตัวละครแบบค่อยเป็นค่อยไป และตั้งแต่ตอน 18 ขึ้นไป ตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆ ก็เริ่มเข้าสู่จุดหักเห ละครเรื่องนี้อาจจะเดินเรื่องไม่หวือหวา ความลับสุดยอดมีแค่การสลับตัวเด็ก ตัวละครเอกทั้งสองคนฝันถึงโลกในอุดมคติ และอยากจะเปลี่ยนโลกที่กำลังเสื่อมโทรมให้เป็นไปตามทัศนคติของตนเอง พูดได้ว่าแทบจะไม่มีอะไรให้เดาหรือหักมุมเลย  แต่สิ่งที่ต้องชมเชยอย่างมากคือบทละครที่มักจะเปรียบเทียบให้เห็นเรื่องราวต่างๆ ในสองด้านเสมอ มุมกล้อง แสง สี สวยงาม ดนตรีประกอบที่ฟังแล้วให้อารมณ์ขลัง และที่สำคัญไม่ได้เดินตามสูตรสำเร็จของละครนัก จำเป็นด้วยเหรอที่นางเอกจะต้องรักพระเอกโดยไม่ตระหนักถึงความเป็นจริงเสมอไป?

Twinkle Twinkle (MBC)

ก่อนดู: เป็นซีรีส์ที่ปล่อยเรื่องย่อออกมาตามก้น The Duo ติดๆ แล้วกลับกลายเป็นเรื่องลักษณะเดียวกัน คือตัวเอกสองคนถูกสลับตัวกันตอนเกิด จนทำให้เกิดความรู้สึกว่า คนเขียนบทละคร MBC หมดมุขแล้วหรือไง ตามออกมาด้วยโปสเตอร์ที่แสนจะธรรมดาๆ ซึ่งดูแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับซีรีส์ครอบครัวเรื่องยาวสุดสัปดาห์ทั่วไปนัก รวมถึงคลิปตัวอย่างที่ไม่ได้กระตุ้นความรู้สึกใดๆ แม้แต่น้อย แต่ที่ตัดสินใจเริ่มดูก็เพราะ คิมฮยอนจู เคยเป็นหนึ่งในนักแสดงที่เจ้าของบล็อกหลงใหลได้ปลื้มสุดๆ อยู่พักหนึ่ง

หลังดู: ดูจบตอนแรก ความรู้สึกดีอย่างเดียวที่เกิดขึ้น คือรู้สึกว่าคิมฮยอนจูและคิมซอกฮุนมีเคมีเข้ากันดี นอกนั้นเป็นอะไรที่ล้มเหลวอย่างแรง ที่ควรตลกก็ไม่ตลก แถมด้วยความน่ารำคาญของตัวละครหลายๆ ตัวในฝากฝั่งบ้านนางรอง ตั้งแต่พ่อ แม่ พี่สาว พี่เขย ไปจนถึงคู่หมั้น (แม้จะชอบจองแทอูขนาดไหน แต่รับไม่ได้จริงๆ กับบทนี้) นั่นทำให้เปิดดูตอนต่อมาด้วยความคาดหวังที่เป็นศูนย์ แต่แล้ว Twinkle Twinkle กลับสามารถพลิกตัวเองได้จากหน้ามือเป็นหลังมือ เนื้อเรื่องเริ่มเดินเข้าสู่ปมสำคัญที่ถูกวางเอาไว้อย่างรวดเร็วและสะเทือนอารมณ์ แฝงไปด้วยอารมณ์ขันที่ทำให้หัวเราะออกมาได้ดังๆ เคมีระหว่างพระเอกนางเอกที่โดดเด่นชัดเจนอยู่แล้วก็ชวนให้คนดูแอบลุ้นและแอบยิ้มให้กับพวกเขาตลอดเวลา

ความรักระหว่างแม่และลูกกับปัญหาที่ไม่ว่าจะแก้ทางไหนทุกฝ่ายก็ต้องเจ็บปวดทำให้ตัวละครหลักๆ ใน Twinkle Twinkle ลงเอยด้วยความเป็นตัวละครที่สะท้อนความเป็นจริงข้อหนึ่งของมนุษย์ได้อย่างดี นั่นคือมนุษย์ทุกคนล้วนแต่มีความเห็นแก่ตัว ความขัดแย้งระหว่างหญิงสาวสองคนที่ชะตาชีวิตพลิกผันเพราะความผิดพลาดของโรงพยาบาลก็นำมาซึ่งคำถามที่ชวนให้คิด ฮันจองวอน (คิมฮยอนจู) ที่เติบโตมาในครอบครัวร่ำรวย มีสิทธิ์หรือไม่ที่จะปกป้องความรักที่เธอได้รับ และหน้าที่การงานที่เธอสร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของเธอเอาไว้ ขณะที่ฮวังกึมรัน (ลียูรี) ทำถูกมั้ยที่เข้าไปทวงสิทธิ์ที่ควรจะเป็นของเธอในบ้านหลังนั้น และทิ้งครอบครัวที่แม้จะยากจนและเต็มไปด้วยปัญหา แต่ก็เลี้ยงดูเธอมาด้วยความรักเต็มเปี่ยมเอาไว้

10 กว่าตอนแรกของ Twinkle Twinkle บอกเล่าเรื่องราวที่จัดว่า “น้ำเน่า” ให้อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงได้ดีเกินคาด แต่เมื่อเรื่องราวเดินมาถึงจุดที่กึมรันกลายเป็นตัวอิจฉาเต็มตัว กลัวเหลือเกินว่าอีก 30 กว่าตอนที่เหลือมิติของละครที่สร้างขึ้นมาอย่างดีในช่วงแรกจะหดหายไป ก็ได้แต่ฝากความหวังไว้กับคนเขียนบทว่าจะดึงเอาสามัญสำนึกที่ดีของกึมรันออกมาแสดงให้เราเห็นเป็นระยะๆ

ทีแรกตั้งใจว่าจะปล่อยออกมาทีเดียวให้จบ แต่คนเขียนเกิดอาการ writer’s block ขึ้นซะก่อน ก็เลยตัดแบ่งมาให้อ่านเป็น 2 ช่วงก็แล้วกัน ภาคสองจะเป็นการรีวิวเรื่อง Royal Family, 49 Days, Can You Hear My Heart?, และ Best Love แถมด้วยการพูดถึงเรื่องที่ดูแบบข้ามๆ คือ My Princess และ Crime Sqaud เล็กน้อย แล้วก็อาจจะพูดถึงความคาดหวังในซีรีส์โปรแกรมหน้าที่ทุกช่องพร้อมใจกับปล่อยซีรีส์ย้อนยุคมาประชันกันเต็มที่ (ถ้ามีแรงเขียน อิอิ)

  1. nanoi
    May 28, 2011 at 4:37 pm

    ปรบมือแถมยกนิ้วให้ค่าน้องฝน น้องกุ้ง
    จะรอตามอ่านภาค 2 นะคะ…

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: