Home > k-drama > ถอดรหัสข้อคิดจาก The Duo

ถอดรหัสข้อคิดจาก The Duo

ซีรีส์ใหม่ๆ จ่อคิวออกอากาศกันเพียบขนาดนี้ ช่วงนี้ฝนก็เลยกำลังเร่งสปีดดูซีรีส์เก่าๆ ให้จบอยู่ และตอนนี้เป็นคิวของเรื่อง The Duo ซีรีส์ย้อนยุคที่ออกอากาศเมื่อช่วงต้นปีทาง MBC ซึ่งนำแสดงโดย ชอนจองมยอง ลีซังยุน และฮันจีฮเย

โพสต์นี้คงไม่ใช่การรีวิว The Duo เพราะจารย์กุ้งได้แสดงทรรศนะไว้อย่างยอดเยี่ยมแล้วในโพสต์รีวีวซีรีส์ช่วงครึ่งปีแรก แต่ฝนอยากจะสกัดเอาข้อความที่แฝงอยู่ในเรื่องราวของผู้ชายสองคนและสังคมของพวกเขาออกมากล่าวถึง เพราะดูเท่าไหร่มันก็สะท้อนใจเสียเหลือเกิน

The Duo โฆษณาตัวเองมาโดยตลอดว่าเป็นเรื่องของผู้ชายสองคนที่ถูกสลับตัวกันตอนเกิด คนหนึ่งโตขึ้นมาในบ้านขุนนางและกลายเป็นตำรวจ ส่วนอีกคนหนึ่งโตขึ้นมาในสถานะขอทานและกลายเป็นนักบุญในคราบโจร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในเรื่อง หรือจะเรียกพล็อตหลักของเรื่องก็ว่าได้ ห่างไกลจากเรื่องย่อตรงนี้มากทีเดียว เพราะ The Duo ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งหรือสองคน แต่เป็นเรื่องของ “สังคม”

สังคมในเรื่อง The Duo ถึงแม้จะเป็นสังคมเกาหลีในช่วงปลายยุคโชซอน แต่ความแตกต่างกับสังคมในปัจจุบันอาจจะมีอยู่แค่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเท่านั้น เมื่อมองลึกลงไปถึงพฤติกรรมของตัวละครหลายๆ ตัวในเรื่อง เราจะมองเห็นพฤติกรรมของคนในปัจจุบันได้ไม่ยากเลย ประเด็นหลักที่คุณคิมอุนคยอง คนเขียนบท หยิบยกมาเล่น ก็คือเรื่องของคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่ต้องมองหาให้ไกลตัวเลย อยู่ในสังคมไทยเรานี่เองล่ะ               

ขุนนางคอร์รัปชัน ขูดรีดเงินราษฎร หรือรับเงินสินบนจากผู้มีอิทธิพลแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ปล่อยให้พวกนักเลงไปขูดรีดประชาชนอีกทอด ขุนนางและเศรษฐีรวยขึ้นๆ ขณะที่ชาวบ้านยากจนลงเรื่อยๆ เกิดช่องว่างทางสังคมที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดจุดหนึ่งเมื่อมีผู้นำปลุกระดมให้ผู้คนลุกฮือขึ้นมาต่อต้านอำนาจรัฐ ความไม่สงบ การจลาจล ก็เกิดขึ้นตามมา รัฐสูญเสียอำนาจและความชอบธรรมในการปกครองไป กฎหมายขาดความศักดิ์สิทธิ์ และบ้านเมืองก็ตกอยู่ในความวุ่นวาย           

จริงๆ แล้วมุมมองในเรื่องนี้มันก็มีหลายอย่าง เราจะมองแบบอุดมคติหรือจะมองให้อยู่บนโลกความเป็นจริง ตรงจุดนี้ The Duo ก็ทำได้ดีมากในการสะท้อนมุมมองอันหลากหลายผ่านตัวละครต่างๆ ชอนดุง ทัลลี และกลุ่มโจรอาเรต้องการสังคมในอุดมคติที่ทุกคนมีความเท่าเทียม แต่เลือกที่จะตั้งตัวเองเป็นศาลเตี้ย ควีดงต้องการสังคมในอุดมคติที่ปราศจากคอร์รัปชัน แต่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างชนชั้นในสังคมอย่างแท้จริง ทงนยอ คุณตาของทัลลี และอีกหลายคนเลือกที่จะไหลไปตามน้ำ คือยอมจ่ายเงินเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ตัวเองไม่เดือดร้อน

ถามว่าใครผิดใครถูก อันนี้ก็ตอบยาก แน่นอนว่าสังคมในอุดมคติเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่มันเกิดขึ้นได้จริงหรือ แล้วถ้าเกิดขึ้นไม่ได้ เราซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในสังคมควรทำอย่างไร เจ้าของบล็อกเองไม่รู้คำตอบหรอกค่ะ เพียงแต่คิดว่าสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่จะต้องมีก็คือผู้นำที่แข็งแกร่ง เข้าใจปัญหา และใจซื่อมือสะอาด ซึ่งจะว่าไปก็เหมือนผู้นำในอุดมคติเหมือนกัน    

ที่เขียนโพสต์นี้ขึ้นมาก็แค่ต้องการสะท้อนความคิดของคนดูละครคนหนึ่งเท่านั้น และก็รู้สึกเสียดายหากสาระในละครจะถูกมองผ่านเลยไป ไม่รู้ว่าการวิเคราะห์ของตัวเองถูกหรือผิดตามหลักรัฐศาสตร์อย่างไรเพราะไม่เคยเรียนมา ฉะนั้นถ้าใครมีความรู้หรือความคิดเห็นอย่างไร อ่านแล้วเห็นด้วยเห็นต่าง หรืออยากเสริมอะไรตรงไหน ยินดีเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะกับอาหารสมองที่ชื่อ The Duo จานนี้

Categories: k-drama Tags:
  1. กุ้งแห้ง
    July 9, 2011 at 4:53 pm

    ถอดรหัสได้เยี่ยม!! ขอปรบมือให้จ้า
    เห็นด้วยว่า The Duo ถือเป็นอาหารสมองจานใหญ่ เป็นอะไรที่มากกว่าความบันเทิง
    ไม่ได้ชี้ให้เห็นแค่มุมมองของตัวละครเพียงตัวเดียว

    สังคมในอุดมคติอาจเกิดขึ้นได้ถ้ามีการปลูกฝัง
    เราเปลี่ยนความคิดของคนอายุ 30 ไม่ได้หรอก เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ
    แต่เราปลูกฝังคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเกิดมาได้ ปลูกฝังเข้าไปเรื่อยๆ จริงๆ จังๆ
    ลองมองดูที่ตัวเราก็ได้ ตอนเล็กๆ เราถูกปลูกฝังอะไรไว้เป็นกิจวัตร
    สิ่งนั้นมันก็จะยังฝังหัวเราอยู่จนทุกวันนี้ พัฒนาเทคโนโลยีจนก้าวทะลุโลกไปแล้ว
    คงต้องหันมาพัฒนาจิตใจให้ก้าวทันกันด้วย มันถึงจะสมดุล

    พูดเรื่องละครอยู่ดีๆ ไหงออกทะเลไปได้ อิอิ

    • Conankung
      July 9, 2011 at 5:42 pm

      555 โพสต์นี้วิชาการไปป่าวเนี่ย กลัวคนอ่านหลับคาจอ ^^

      แต่ฝนเห็นด้วยกับกุ้งเลยล่ะ เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีจนล้ำถึงไหนๆ แต่ไม่ค่อยมีใครได้ย้อนกลับมามองว่าด้านจิตใจได้รับการพัฒนาไปด้วยรึเปล่า ดูใกล้ๆ ตัวก็อย่างการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคไหนๆ ก็หันไปสร้างค่านิยมด้านวัตถุกันหมด ไม่มีใครให้ความสำคัญกับปัญหาของคนและสังคมเลย (อิอิ แอบแตะเรื่องการเมือง แต่เอาแค่นี้พอ เดี๋ยวงานงอก)

  2. มิงค์
    July 12, 2011 at 12:34 am

    โห! อ่าน topic นี้แล้วเหมือนอารมณ์ได้กลับไปดิสคัทในคลาสเมื่อครั้งเป็นสาวน้อยนักศึกษาเรยค่ะ จารย์กุง จารย์ฝน ขนาดจารย์ฝนออกตัวว่าไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์นะเนี่ย แต่มีคารมคมคายซะเล่นเอานักเรียนรัฐศาสตร์(ระดับหางกะทิอย่างข้าน้อย) อายยยยซ้า ๕๕๕

    ไม่ได้ดู The Duo ค่ะ แต่อยากขอแชร์ความเห็นด้วยคนนะคะ เรื่องนโยบายประชานิยมกับสังคมไทย ดูเหมือนจะกลายเป็นเครื่องที่เอามาซื้อใจคนไทยซะแล้ว โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ในประเทศ หรือที่เค้าเรียกกันว่า รากหญ้า ต้องชม(จะเรียกว่า ชม มั้ย!) อดีตผู้นำคนเก่าที่เขาจับจุดตรงนี้ได้ ก็เลยครองใจคนระดับที่เป็นฐานปิรามิดของประเทศมาได้ถึงทุกวันนี้ และกลายเป็นความเชื่อที่ว่านักการเมืองมันจะโกงบ้างไรบ้างจะเป็นไรไป อย่างน้อยถ้ามันตกถึงปากท้องพวกเราด้วย ก็โอเคล่ะน่ะ! ตราบใดที่สังคมยังมีค่านิยมเกี่ยวกับประชานิยมผิดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันได้ครอบงำเด็กๆทั้งหลาย ที่กำลังจะไปเป็นมันสมองของประเทศนี้ในวันหน้า การจะให้จิตใจและวัตถุพัฒนาไปได้อย่างสมดุลกัน ก็ดูเหมือนจะริบหรี่เหลือเกินเนาะ…

    พอแค่นี้เด๋วบล็อคบันเทิงเกาหลีมีสาระของคุณฝน จิกลายเป็นบล็อคการเมืองน้ำเน่าไปซ้า ๕๕๕+++

    ปล.เชียร์ให้คุณฝน คุณกุ้งแปลคเยแบคสุดใจขาดดิ้นเลยนะค๊า มิงค์ไม่ใช่คอซากึกเท่าไหร่ แต่ลุค cast แต่ละคนถูกใจมาก เพิ่งเห็น 6 ห่อ เด็จพี่ชาอินเปียว สว.ที่รักอีกคน ลมจับกันเลย ๕๕ ^^

    • Conankung
      July 12, 2011 at 8:21 am

      5555 กลัวถูกอุ้ม ^^

      ตอนนี้คงได้แต่รอดูล่ะค่ะ จริงๆ ในละครเค้าพูดไว้เรื่องนึงน่าสนใจดี ว่าต้องมีคนทำหน้าที่ถือกลองขึ้นไปบนหอคอยเพื่อปลุกให้คนอื่นๆ รู้สึกตัว ไม่หลงยอมอยู่ในอิทธิพลของพวกขุนนางคอร์รัปชันอีก ซึ่งถ้านำมาย้อนคิด ถ้ามีนักการเมืองซักคน พรรคการเมืองซักพรรคที่นำเสนอนโยบายที่แตกต่างและสร้างสรรค์ ไม่ใช่เอาเงินและวัตถุมาล่ออย่างเดียวแบบนี้ จะเป็นการปลุกพลังเงียบขึ้นมาได้ดีกว่ามั้ย…ยังคงวกกลับมาเรื่องการเมือง อิอิ

      เหลือปัจจัยเดียวเลยตอนนี้ว่าจะทำซับแม่ทัพมั้ย คือจะมีซับอิงค์ดีๆ ออกมารึเปล่า ไม่ค่อยไว้ใจซับน้องหมวยค่ะ ถ้าไม่มีคงรอไปเจอกับพี่จางฮยอกเลยทีเดียวมั้ง

  3. Love~forever..
    July 14, 2011 at 9:56 am

    ว้าววว ข้อคิดของพี่ฝนยอดเยี่ยยมมากจริงๆค่ะ

    “ขุนนางคอร์รัปชัน ขูดรีดเงินราษฎร หรือรับเงินสินบนจากผู้มีอิทธิพลแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ปล่อยให้พวกนักเลงไปขูดรีดประชาชนอีกทอด ขุนนางและเศรษฐีรวยขึ้นๆ ขณะที่ชาวบ้านยากจนลงเรื่อยๆ เกิดช่องว่างทางสังคมที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดจุดหนึ่งเมื่อมีผู้นำปลุกระดมให้ผู้คนลุกฮือขึ้นมาต่อต้านอำนาจรัฐ ความไม่สงบ การจลาจล ก็เกิดขึ้นตามมา รัฐสูญเสียอำนาจและความชอบธรรมในการปกครองไป กฎหมายขาดความศักดิ์สิทธิ์ และบ้านเมืองก็ตกอยู่ในความวุ่นวาย”

    ถูกใจประโยคนี้มากๆเลยค่ะ เพราะดูเหมือนว่าบ้านเมืองของเรากำลังเป็นแบบนั้น
    แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อทุกสิ่ง ณ ตอนนี้ประชาชนชาวไทยเป็นคนเลือกมาเองหาได้มีใครบังคับไม่…
    คงจะต้องรอเยาวชนอีกรุ่นที่มีความคิดที่ดีกว่านี้มาบุกเบิกกันใหม่
    เพราะตอนนี้ชาวไทยรุ่นปัจจุบันถูกขัดเกลาจนลึกแบบกู่ไม่กลับซะแล้ว
    แต่กว่าจะถึงวันที่จะพบสิ่งใหม่ๆ ไม่รู้ว่าบ้านนี้เมืองนี้จะพินาศไปไกลเท่าไรแล้ว
    มีคนวิ่งไปตีกลองบนหอคอยอยู่หลายรอบ…แต่ดูเหมือนกลองจะด้าน เพราะตีเท่าไรก็ไม่ดัง….

    The Duo เป็นละครที่สะท้อนสังคมอย่างมากเลยทีเดียว
    ยิ่งดูก็ยิ่งทำให้มองย้อนกลับมาถึงบ้านเมืองของเราเอง
    ชอนดงใช้วิธีศาลเตี้ยเข้าตัดสินปัญหา..ถึงมันจะดีแต่มันก็ยังไม่ถูกต้อง
    สังคมโชซอนในสมัยนั้นก็ไม่สามารถทำให้ถูกต้องได้อยู่ดีนั่นล่ะ
    เพราะบ้านเมืองถูกกุมอำนาจไว้ด้วยขุนนางที่มีแต่คิดคด ทุจริต
    ถ้าจะโทษใครซักคนหนูคิดว่าก็คงต้องเป็นเพราะโชซอนมีผู้นำที่อ่อนแอ ไม่แข็งแกร่ง
    และเลือกสิ่งที่ผิดๆให้กับบ้านเมือง พระราชาทำหน้าที่เป็นได้แค่หุ่นเชิด
    เพราะผู้นำตัวจริงก็คือเหล่าขุนนางเห็นแก่ตัวทั้งหลายต่างหาก

  4. Conankung
    July 14, 2011 at 11:21 am

    จริงๆ ด้วยนะ พระราชาในแทบทุกเรื่องที่ดูมา ไม่มีใครเลยที่ต้านทานอำนาจขุนนางได้ หลายเรื่องสะท้อนผ่านการเมืองในราชสำนัก แต่ The Duo เลือกที่จะสะท้อนผ่านชีวิตคนธรรมดา แต่เราก็มองเห็นถึงความสกปรกของขุนนางได้เหมือนกัน

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: