Home > k-drama > History of the Salaryman: Halftime Report

History of the Salaryman: Halftime Report

ปกติเวลาเราดูละครอิงประวัติศาสตร์ เราก็จะเห็นการสร้างท้องเรื่องให้อยู่ในยุคสมัยที่บุคคลในประวัติศาสตร์เหล่านั้นอยู่กันจริงๆ แต่สำหรับซีรีส์เรื่อง History of the Salaryman ความแตกต่างของมันอยู่ที่การหยิบยกเอาเรื่องราวในประวัติศาสตร์ออกจากกาลเวลาที่มันควรจะอยู่ มาอยู่ในบริบทของโลกแห่งพนักงานบริษัทในช่วงเวลาปัจจุบัน และที่สำคัญกว่านั้นคือ มันเข้ากับบริบทใหม่ได้อย่างลงตัวเหลือเกิน

นั่นเองเป็นจุดที่ทำให้ Salaryman เป็นซีรีส์ที่มีความพิเศษและโดดเด่นกว่าซีรีส์เรื่องอื่นๆ เมื่อดูอย่างผิวเผิน Salaryman เป็นเรื่องราวของพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ต้องต่อสู้ฝ่าฟันเพื่อให้ได้เข้าทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ของเกาหลี ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญการแข่งขันจากคู่แข่งที่มีภาษีเหนือกว่า แต่ท้ายที่สุดก็สามารถเอาชนะและก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องราวความสำเร็จแบบธรรมดาที่เราเคยเห็นมาแล้วนักต่อนักในซีรีส์หลายเรื่อง ไม่ต้องมองไปอื่นไกล ล่าสุดก็เรื่อง Giant จากผลงานของทีมสร้างทีมนี้เองนั่นแหละ

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า อ้าว งั้นแบบนี้มันก็เป็น Giant ภาคสองดีๆ นี่เองละสิ เปล่าเลย Salaryman ห่างไกลจาก Giant มากนัก ในขณะที่ Giant เป็นดราม่าเต็มขั้น ผู้สร้างได้แฝงเอาความฮาแบบแสบสันสุดทรวงเอาไว้ใน Salaryman อย่างเต็มเปี่ยม แต่ Salaryman ก็ไม่ใช่ละครตลกบ้านๆ ที่เราพบเห็นกันดาษดื่น มันเป็นละครที่ผนวกเอาความตลกเข้าไว้กับพล็อตเรื่องที่กระชับ แน่น แฝงความตื่นเต้นลุ้นระทึกเอาไว้เล็กน้อย อันเป็นจุดเด่นของ Giant เช่นกัน ด้วยคุณสมบัติเพียงเท่านี้ก็ทำให้ Salaryman เป็นซีรีส์ที่ดีมากๆ เรื่องหนึ่งแล้ว

แต่อย่างที่บอก นั่นเป็นการดูอย่างผิวเผินเท่านั้น เมื่อเราดูให้ลึกลงไปถึงไอเดียในการหยิบยกเอาเค้าโครงและตัวละครในประวัติศาสตร์จีนสมัยสงครามฉู่ฮั่นมาเป็นรากฐานของเรื่อง เราจะยิ่งเห็นถึงความสร้างสรรค์และความสุดยอดของคนเขียนบท ใครจะไปคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อนจะถูกนำมาดัดแปลงเป็นเรื่องราวในสมัยปัจจุบันได้อย่างลงตัว ถ้ายังจำคอนเซ็ปต์ของซีรีส์เรื่อง Royal Family ของ MBC เมื่อปีที่แล้วได้ มันเป็นการเปรียบเทียบว่าสังคมในบริษัทยักษ์ใหญ่ของเกาหลี หรือแชบอล ก็เปรียบเสมือนราชวงศ์ เรื่องนี้ก็คล้ายๆ กันในแง่นั้น

ประธานชินชีฮวัง (ชื่อภาษาเกาหลีของจิ๋นซีฮ่องเต้) เป็นประธานชอนฮากรุ๊ป ซึ่งถ้าเปรียบแล้วก็คือคล้ายๆ อาณาจักรจีนที่จิ๋นซีฮ่องเต้ปกครองอยู่ มีที่ปรึกษาเป็นทีมบริหาร ซึ่งเมื่อเทียบแล้วก็ไม่ได้ต่างจากขุนนางในราชสำนัก พระเอกของเรา ยูบัง (หรือชื่อจีนคือ หลิวปัง จักรพรรดิผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น) เป็นพนักงานบริษัทธรรมดา ขณะที่คู่แข่งของเขา ฮังอู (เซี่ยงหวี่) เป็นผู้บริหารระดับสูงรุ่นใหม่ไฟแรงที่เข้ามาสู่ชอนฮากรุ๊ปโดยมีเจตนาอื่นแอบแฝง การแข่งขันเรื่องธุรกิจระหว่างยูบังและฮังอูก็เปรียบได้กับการสู้รบของหลิวปังและเซี่ยงหวี่ในสงครามฉู่ฮั่น ท้ายที่สุดหลิวปังเป็นฝ่ายชนะ ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นสำเร็จ ส่วนตอนจบของ Salaryman จะเป็นอย่างไรนั้น อีก 10 ตอนเราคงได้รู้กัน

แต่ไม่ใช่แค่การเอาประวัติศาสตร์จีนมาดัดแปลงเป็นละครยุคปัจจุบันเพียงอย่างเดียวที่เป็นความสุดยอดของละครเรื่องนี้ องค์ประกอบอื่นๆ ของเรื่องก็ทำออกมาได้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นฉาก หรือการใช้ดนตรีประกอบ แต่ที่อยากจะขอยกมาพูดถึงเป็นพิเศษ คือการสร้างสรรค์ตัวละครรวมไปถึงการถ่ายทอดตัวละครเหล่านั้นออกมาอย่างยอดเยี่ยมโดยนักแสดง ตอนแรกว่าจะแยกกันพูดถึง แต่ดูแล้วทั้งสององค์ประกอบแยกออกจากกันได้ยากจริงๆ

ยูบังอาจจะเป็นตัวละครที่นิสัยเหมือนพระเอกแสนดีทั่วๆ ไป (แม้จะไม่ใช่พระเอกในอุดมคติของใครหลายคนก็ตาม) แต่ก็ไม่ใช่พระเอกที่แสนดีจนน่าเบื่อเพราะบังมีสัญชาตญาณนักสู้อยู่เต็มตัว พร้อมที่จะให้ไหวพริบเอาชนะคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่า ประกอบกับความสามารถและความทุ่มเทในการแสดงของลีบอมซู ทำให้บังเป็นตัวชูโรงของ Salaryman ได้อย่างไม่มีที่ติ

ฮังอูถูกวางคาแรกเตอร์ให้เป็นตัวร้าย แล้วเขาก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ของเรื่องจ้องทำลายล้างชอนฮากรุ๊ป แต่ฮังอูก็ไม่ใช่ตัวร้ายที่สักแต่ว่าร้าย เขาเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่มีรัก โลภ โกรธ หลง นี่แหละ แค่นี้ก็ทำใจเกลียดฮังอูได้ยากแล้ว ยิ่งได้การแสดงของจองคยออุนเข้ามาประกอบ คยออุนเป็นคนที่แสดงบทกวนๆ ได้ดีมากอยู่แล้ว การแสดงของเขาเลยเหมือนเพิ่มมิติความน่ารักเข้าไปให้กับตัวละครที่ควรจะต้องร้าย เรียกว่าถึงจะร้ายแต่ก็น่ารักนะจ๊ะ

อูฮี นักวิจัยสาวที่ดูภายนอกเป็นผู้หญิงจืดๆ ธรรมดาคนหนึ่ง แต่เธอแฝงความบ้าบิ่นเอาไว้ในตัวมากมายเหลือเกิน แล้วอย่าให้เธอเมาล่ะ รับรองความฮามาเยือนแน่นอน บทนี้ถือว่าไม่ท้าทายฮงซูฮยอนเท่ากับบทองค์หญิงคยองฮเยใน The Princess’s Man ในแง่ของการแสดงอารมณ์ แต่ก็คล้ายๆ กับกรณีของจองคยออุน ซูฮยอนเติมความน่ารักเข้าไปให้อูฮีได้ดีทีเดียว

ปิดท้ายด้วยดาวเด่นของเรื่องอย่างแท้จริง ยอชี หลานสาวประธานบริษัทที่พกความแสบมาเต็มกระเป๋า เปิดเรื่องมาตอนแรกคนเขียนบทหลอกให้เราคิดว่ายอชีเป็นพวกลูกคนรวยนิสัยเสีย สมองกลวง คิดเรื่องอื่นไม่เป็นนอกจากไล่ชาวบ้านชาวช่องออก แถมพ่นคำด่าไฟแลบ แต่ไม่ต้องให้รอนานเราก็ได้รับคำอธิบายว่าทำไมยอชีถึงสร้างเกราะภายนอกห่อหุ้มตัวเองเอาไว้แบบนี้ ภายใต้เกราะนั้นมีความเปราะบาง ความคิดความอ่านที่ยังไม่เติบโตเต็มที่รอให้คนมาช่วยเติมเต็ม ไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยหลงทางคนหนึ่ง ขอยกคะแนนเต็มร้อยให้กับการแสดงของจองรยอวอน ตัวละครที่ซับซ้อนแบบนี้แสดงไม่ได้ง่ายๆ เลย ถ้านักแสดงฝีมือไม่ถึงจริงคงไม่สามารถสะท้อนอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากของความร้ายกาจออกมาได้ แล้วสุดท้ายก็จะทำให้ยอชีกลายเป็นเพียงตัวละครของเด็กนิสัยเสียคนหนึ่งเท่านั้น

นักแสดงคนอื่นๆ ก็ทุ่มสุดตัวให้กับเรื่องนี้อย่างไม่น้อยหน้า แม้นักแสดงกว่าครึ่งจะมาจาก Giant แต่บอกเลยว่างานนี้ผู้กำกับจับพลิกคาแรกเตอร์กันหมด ฮากันซะตลกคาเฟ่ยังอาย คงต้องขอปรบมือดังๆ ให้กับทีมงานทุกคนตั้งแต่นักเขียนบทสามีภรรยา จางยองชอลและจองคยองซุน ผู้กำกับคนเก่ง ยูอินชิก ทีมงานโปรดักชั่นทั้งหมด และนักแสดงทุกคน ที่ร่วมมือกันสร้างสรรค์ History of the Salaryman ออกมาเป็นซีรีส์ที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เรื่อง Giant

Categories: k-drama Tags:
  1. February 4, 2012 at 1:31 pm

    บรรยายเห็นภาพได้ยอดเยี่ยมมั่กๆคร่ะ^^

  2. ราดหน้า
    May 3, 2012 at 9:37 pm

    คุณฝนเขียนดีจังคะ ราดหน้าชอบ แวะมาให้กำลังใจแบบ ขาจร อิอิ

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: