Home > k-drama > บทเรียนจากห้องเรียน The Queen’s Classroom

บทเรียนจากห้องเรียน The Queen’s Classroom

ygb7

สัปดาห์นี้มีซีรีส์ปิดฉากถึง 4 เรื่อง แต่ขอเลือกเรื่องที่น่าจะอยู่ในความสนใจน้อยที่สุดอย่าง The Queen’s Classroom มาพูดถึงก็แล้วกัน เพราะในขณะที่อาจุมม่าแดนกิมจิเมินน้องๆ หนูๆ เหล่านี้ ข้าพเจ้ากลับตกหลุมรักพวกเขาเข้าเต็มเปาตลอด 8 สัปดาห์ที่อยู่ด้วยกันมา

คงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า The Queen’s Classroom เป็นซีรีส์ที่นำซีรีส์ของญี่ปุ่นชื่อเรื่องเดียวกันนี้มาทำใหม่ แต่ด้วยความที่เจ้าของบล็อกไม่เคยดูเวอร์ชั่นญี่ปุ่น จึงเริ่มต้นดูเวอร์ชั่นกิมจิโดยที่ไม่รู้เรื่องราวมาก่อน และไม่รู้ว่าจะคาดหวังอะไรจากเรื่องนี้อีกเช่นกัน ด้วยความที่มันเป็นซีรีส์รีเมคจากซีรีส์ที่หลายๆ เสียงพูดตรงกันว่าดีมากเรื่องหนึ่ง จึงคิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องง่ายนักที่จะทำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ออกมาได้ดีเท่าเทียม เหมือนเช่นที่ละครรีเมคหลายๆ เรื่องทำไม่สำเร็จ

ygb2

ชื่อของ “โกฮยอนจอง” ถูกพูดถึงมาตั้งแต่เริ่มต้นที่มีข่าวว่า MBC มีแผนจะสร้างละครเรื่องนี้ ซึ่งเมื่อมองผิวเผินโกฮยอนจองก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ด้วยภาพลักษณ์ที่เริ่มจะติดตัวเธอมานับตั้งแต่รับบทมิชิลใน Queen Seondeok มาจนถึงประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีใน Daemul แต่นึกไม่ถึงจริงๆว่า กับบทคุณครู “มายอจิน” คุณครูที่ดูภายนอกเป็นคนเข้มงวดเย็นชา โกฮยอนจองจะแสดงให้เห็นว่าเธอยิ่งกว่าเหมาะสมกับบทนี้ เธอค่อยๆ พาเราก้าวลึกเข้าไปสู่ตัวละครมายอจินทีละนิด ค่อยๆ เปิดหน้ากากอันไร้อารมณ์ออก ค่อยๆ กะเทาะเปลือกของคุณครูที่ดูน่ากลัวจนเด็กๆ เรียกกันว่า “แม่มด” ให้เผยถึงเนื้อแท้ภายในที่มีจิตใจที่รักและปรารถนาดีต่อเด็กๆ อย่างจริงใจซ่อนอยู่อย่างช้าๆ จนในที่สุดเราก็รักคุณครู รักจิตวิญญาณของคุณครูคนนี้เข้าโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

แต่ไม่ใช่แค่โกฮยอนจองเท่านั้นที่งัดท็อปฟอร์มออกมาแสดง ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ The Queen’s Classroom เวอร์ชั่นนี้กระทบหัวใจนัก คือการแสดงอันยอดเยี่ยมของเด็กๆ นำทีมโดย คิมฮยังกี ในบท ชิมฮานา หนูน้อยวัยใสผู้ร่าเริง รักและหวังดีกับเพื่อนฝูงอย่างจริงใจ คาดหวังว่าชีวิตชั้นปีสุดท้ายของการเป็นนักเรียนประถมจะได้สนุกสนานและสร้างความทรงจำที่ดีร่วมกับเพื่อนๆ แต่ภาพฝันอันสวยงามกลับแตกสลายเมื่อต้องมาเจอกับคุณครูแม่มด ชอนโบกึน ในบท โอดงกู เด็กชายที่ดูไม่เอาไหนแต่แท้จริงเป็นคนมีน้ำใจมากๆ คิมแซรน ในบท คิมซอฮยอน หัวกะทิประจำห้อง สอบ 100 ครั้งได้คะแนนเต็ม 100 ครั้ง และซอชินแอ ในบท อึนโบมี เด็กเงียบๆ เรียนไม่เอาไหน เล่นกีฬาไม่เอาถ่าน แต่ฝีมือการวาดรูปสุดยอด

ygb8

นักแสดงเด็กทั้ง 4 คนนี้ รวมถึงน้องๆ อีก 21 คนในชั้นป. 6 ห้อง 3 คือไฮไลต์ของเรื่องอย่างแท้จริง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเด็กเกาหลีแสดงละครกันเก่งมาก ถึงขั้นที่ว่านักแสดงผู้ใหญ่ควรต้องกลับมาดูเป็นตัวอย่าง เวลายิ้ม เวลาหัวเราะ เวลามีความสุข มันสะท้อนออกมาทางสีหน้าแววตาท่าทางได้หมด ดูแล้วเราก็ยิ้มมีความสุขไปกับพวกเขา เวลากดดัน เวลาเศร้า เวลาร้องไห้ พวกเขาก็บีบกลั่นน้ำตาออกมาจากความรู้สึกภายในใจจริงๆ แล้วมีหรือที่จะทำให้คนดูไม่เผลอร้องไห้น้ำตาซึมตามไปด้วย มิตรภาพของพวกเขา แม้จะเป็นเพียงแค่ละคร แต่ก็ให้ความรู้สึกว่ามันมีอยู่จริง และมันทำให้ละครเรื่องนี้ “สัมผัสได้”

อีกประเด็นที่อยากจะพูดถึงคือเรื่องของบท เรื่องของการวางโครงเรื่องและการสร้างสรรค์ตัวละคร อันนี้คงต้องยกความดีความชอบให้กับนักเขียนบทชาวญี่ปุ่น เพราะเท่าที่ได้อ่านคอมเมนต์ เวอร์ชั่นนี้ก็ถอดมาเป็นส่วนใหญ่ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นมันอยู่ตรง “ข้อความ” ที่ละครในเวอร์ชั่นเกาหลีอยากจะสื่อ อยากจะสะท้อนสังคมการศึกษาของเกาหลีเองเสียมากกว่า และตรงนี้ต้องขอชมเชยนักเขียนบททั้งสองคนของเรื่องนี้ที่ทำได้อย่างดี

แนวคิดหลักของเรื่องนี้ อยู่ตรงที่ว่าเมื่อโลกแห่งความเป็นจริงเป็นเรื่องโหดร้าย มันถูกหรือไม่ที่เราจะโอบอุ้มเด็กๆ ให้อยู่ในเกราะ ด้วยเกรงว่าพวกเขาจะบาดเจ็บ หรือแท้จริงแล้วเราควรต้องฝึกให้พวกเขาได้เผชิญกับความเป็นจริง เพื่อที่พวกเขาจะได้เรียนรู้ ได้ต่อสู้กับมันอย่างกล้าหาญด้วยตัวเอง คุณครูมาคิดเช่นนี้จึงได้พยายามทำตัวเป็นศัตรู เพื่อให้เด็กๆ ลุกขึ้นสู้ และไม่ใช่การต่อสู้เพียงลำพัง แต่เป็นการเรียนรู้ให้ร่วมมือสามัคคีกันต่อสู้เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่พวกเขาต้องการ เพื่อความสุขที่พวกเขาควรพึงมี

ygb4

ไม่มีใครตอบได้ว่าวิธีการของครูมาถูกหรือผิด เจ้าของบล็อกเองก็ตอบไม่ได้ แม้จะดูจนจบแล้วก็ยังไม่มีคำตอบ คงต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า จริงๆ แล้วการเรียนคืออะไร ระบบการเรียนในโรงเรียนคืออะไร ต้องถามว่าในสังคมปัจจุบัน วัตถุประสงค์ของการเรียนในโรงเรียนมันตอบโจทย์คำว่า “เรียนรู้” จริงหรือไม่ หรือเราเรียนเพียงเพื่อให้ได้เกรดดีๆ เพื่อที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้เท่านั้น แล้วคำถามสำคัญคือผู้ที่ประสบความสำเร็จกับระบบการเรียนแบบนี้ เป็นคนที่มีความสุขในชีวิตจริงหรือไม่

มีหลายประโยคในเรื่องที่ถูกเขียนออกมาได้ยอดเยี่ยม รายละเอียดอยากจะแนะนำให้ไปดูกันเอง แต่จะขอแปลบทพูดบางตอนจากตอน 14 ที่รู้สึกว่า นี่แหละคือจิตวิญญาณของความเป็น “ครู” อย่างแท้จริง

ซอฮยอน: ครูสอนเราว่าการเรียนเพื่อให้ได้เงินมากๆ และมีตำแหน่งสูงๆ ในสังคมเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย ถ้าอย่างนั้นเราเรียนไปเพื่ออะไรคะ

คุณครูมา: การเรียนไม่ใช่สิ่งที่พวกเธอ “ต้อง” ทำ แต่เป็นสิ่งที่พวกเธอ “มีโอกาส” ได้ทำ เมื่อเด็กเกิดมาเขาจะเผชิญกับสิ่งน่าสนใจต่างๆ บนโลก ใครกำลังอุ้มเขาอยู่ อะไรที่วิบวับอยู่ตรงหน้าเขา เมื่อเด็กเริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆ ทีละอย่าง เขาจะเรียนรู้ที่จะพูดคำว่าแม่ เรียนรู้ที่จะเล่นกับของเล่น กระบวนการของการเรียนรู้และค้นหาคำตอบนี่ล่ะคือการเรียน การเรียนไม่ได้อยู่แค่ในตำรา ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบ กระบวนการแก้ไขข้อสงสัยนั่นคือการเรียน….พวกเด็กโง่อย่างพวกเธออาจจะคิดว่าการเรียนเป็นหน้าที่ที่ไม่อยากทำ แต่การเรียนคือสิทธิพิเศษสูงสุดที่มนุษย์ได้รับ

โบมี: ทำไมครูถึงเข้มงวดกับเรานัก มีหลายครั้งที่หนูคิดว่าครูทรมานพวกหนู

คุณครูมา: เพราะโลกอย่างในเทพนิยายไม่มีอยู่จริง ในโลกที่พวกเธออยู่ คนดีจะถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ต่อให้เธอทำสิ่งเลวร้าย ถ้าเธออยู่ข้างคนที่แข็งแกร่ง เธอจะได้รับรางวัลแทนที่จะเป็นบทลงโทษ เมื่อพวกเธอเป็นผู้ใหญ่พวกเธอจะต้องต่อสู้กับสิ่งที่เลวร้ายกว่าที่ครูทำ เมื่อถึงเวลานั้นพวกเธอต้องเป็นคนตัดสินใจเลือก แต่จะมีผลลัพธ์ย้อนกลับมาหาพวกเธอด้วยเช่นกัน ในการต่อสู้ที่เธอจะต้องประสบในชีวิต สิ่งที่จะช่วยเหลือพวกเธออย่างพลังพิเศษหรือไม้กายสิทธิ์ไม่มีอยู่ในความเป็นจริง แต่มีสิ่งหนึ่ง คือความหวังของความเป็นไปได้เท่านั้นเอง

ฮานา: คุณครูเคยบอกว่า มีคนเพียง 1% ในโลกที่จะมีความสุขในชีวิต ทำไมคะ

คุณครูมา: เพราะนั่นคือความจริงของชีวิต

ฮานา: หนูไม่คิดว่ามันถูกต้องทั้งหมด ซอฮยอนบอกว่ามีความสุขเวลาอ่านหนังสือ โอดงกูบอกว่ามีความสุขเวลาเล่นกับแมลง โบมีมีความสุขเวลาวาดรูป แต่หนูมีความสุขเวลาโบมีวาดรูปการ์ตูนให้หนู หนูไม่คิดว่าความสุขคือสิ่งที่ถูกกำหนดอย่างตายตัว เหมือนที่เพื่อนแต่ละคนต่างกัน เพราะความสุขของเพื่อนแต่ละคนต่างกัน ดังนั้นสำหรับพวกเรา 25 คนในชั้น ก็จะมีความสุขที่ต่างกัน 25 แบบใช่มั้ยคะ ถ้าเป็นอย่างนั้น หนูคิดว่าพวกเราทั้ง 25 คนมีความสุขได้ค่ะ

คุณครูมา: ชิมฮานา เชื่อในสิ่งที่เธอเชื่อ และจงอย่าลืมมัน พวกเธอทุกคนด้วย

ygb5

ความคิดของครูมาและหนูฮานาเป็นโลกในอุดมคติเกินไปหน่อย และคงเกิดขึ้นได้ยาก แต่ลองนึกดูเล่นๆ ว่า ถ้าโลกความเป็นจริงเอนเอียงมาทางโลกในอุดมคติของครูมาอีกซักนิด จะมีคนบนโลกอีกกี่ล้านคนที่จะมีความสุขเพิ่มมากขึ้น ไม่เสียหลายไม่ใช่หรือที่จะหวัง และเชื่อมั่นในศักยภาพที่อยู่ในตัวของเด็กๆ ที่จะสร้างปาฏิหาริย์ เพราะบางครั้ง “ความหวังก็เปลี่ยนแปลงความเป็นจริงได้” เหมือนอย่างที่คุณครูมาเชื่อ อยู่ที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ เองด้วยแหละว่าจะเชื่อมั่นในเด็กๆ และปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้กับพวกเขา เพื่อที่จะให้พวกเขาเติบโตขึ้นมาสร้างสรรค์สังคมที่น่าอยู่และเป็นสุขให้กับพวกเขาเองได้อย่างไร

  1. nanoi
    August 17, 2013 at 9:26 pm

    สุดยอด…

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: